สองเท้าน้อยๆอันเปลือยเปล่าปราศจากรองเท้าป้องกันออกแรงวิ่งเต็มกำลังโดยไม่สนใจว่าจะเหยียบถูกเศษหินบ้างหรือไม่ เหล่าอสรพิษจำนวนมากที่ไล่ตามหลังมาไม่ห่างทำให้เด็กสาวไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักเพียงสักนิด เธอยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ พลางส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือไปตลอดทาง
เธอเหลียวกลับไปมองด้านหลังแว่บหนึ่งขณะกำลังวิ่งอยู่ เหล่างูพิษจำนวนมากยังคงไล่ล่าตัวเธออยู่อย่างไม่ลดละ แต่ละตัวมีเกล็ดสีดำเงาราวก้อนนิล ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับทับทิม ลิ้นสองแฉกของมันถูกตวัดเข้าออกปากอย่างรวดเร็วเพื่อจับกลิ่นของเด็กสาวและนำทางพวกมันไปหาเธอได้อย่างแม่นยำ
เด็กสาวหันหน้ากลับมาหมายจะออกแรงวิ่งให้มากขึ้น แต่เธอกลับสะดุดรากไม้ที่โผล่ยื่นออกมาเหนือพื้นดินเข้าอย่างจัง ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทันทีทันใดที่เธอล้ม หัวเข่าของเธอถลอกเป็นแผลใหญ่ เท้าทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยแผลที่ถูกเศษหินคมๆบาด เธอพยายามตะเกียกตะกายยันตัวเองขึ้น แต่เหล่าอสรพิษกลับถึงตัวเธอเสียก่อน พวกมันต่างใช้ตัวเองพันรอบแขนขาของเด็กสาวและตรึงให้เธออยู่กับที่ราวกับเป็นเส้นเชือก
เธอพยายามใช้มือปัดพวกมันออกไป แต่ก็โดนกัดตอบกลับมา บริเวณที่โดนกัดกลับกลายเป็นอัมพาตไม่มีเรี่ยวแรงในทันใด พอเธอตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ก็มีงูตัวหนึ่งมุดเข้าไปในปากของเธอและคาอยู่ครึ่งตัว ส่วนหัวของมันเข้าไปในลำคอ ส่วนหางที่ขยับไปมายังอยู่ภายนอกปาก เด็กสาวพยายามที่จะขยับปากเพื่องับมัน แต่ขนาดตัวของเจ้างูนั้นกลับมีขนาดใหญ่เสียจนเธอไม่มีแรงที่จะงับมันได้ ยิ่งพยายามดิ้นรนขัดขืน พันธนาการก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น งูในปากของเธอก็ยิ่งมุดเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ
สุดปลางทางที่เด็กสาววิ่งผ่านมา งูขนาดยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ รูปร่างไม่แตกต่างไปจากบรรดางูที่พันรอบกายเธอ มีเพียงขนาดที่ใหญ่โตกว่าประมาณ 20 เท่า มันเลื้อยเข้ามาหยุดอยู่ที่ปลายเท้าเด็กสาว จ้องมองเธอด้วยดวงตาทับทิมก้อนโต เด็กสาวเหมือนมีแรงดึงดูดให้จ้องมองเข้าไปในดวงตาทับทิมคู่นั้น ความรู้สึกต่างๆเริ่มเลือนหายไป เธอเริ่มเข้าสู่ภวังค์ แต่จู่ๆก็ต้องสะดุ้งเฮือกด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่ช่องท้อง
...งูยักษ์ตัวนั้นกัดเธอเข้าที่ช่องท้อง...
มันขย้ำเนื้อส่วนหนึ่งออก คายทิ้ง แล้วมันก็เริ่มมุดเข้าไปยังบาดแผลตรงช่องท้องของเธอ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความทรมานอย่างแสนสาหัส ยิ่งเจ้างูยักษ์ขยับตัวลึกลงไปมากเท่าไร ความเจ็บปวดยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เด็กสาวกรีดร้องอย่างโหยหวน...
เสียงร้องของเด็กสาวทำให้โซฟิเทียที่นั่งอ่านเอกสารกองพะเนินอยู่ที่โต๊ะทำงานตรงข้ามกับเตียงต้องหันกลับมามอง เธอผละจากกองเอกสารเหล่านั้น เดินตรงมาที่เตียง ร่างของเด็กสาวดิ้นทุรนทุราย เปลือกตาของเธอยังคงปิดสนิดแต่ใบหน้ากลับบิดเบี้ยง เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด หวาดกลัว เด็กสาวยังคงกรีดร้องออกมาเป็นระยะๆ โซฟิเทียจึงหย่อนตัวลงบนเตียง ออกแรงขืนตัวเด็กสาวไม่ให้ดิ้นพลางเขย่าตัวเบาๆ และส่งเสียงร้องเรียก
"หนู เฮ้ หนู ตื่นสิ ไม่มีอะไรหรอก มันแค่ฝันเท่านั้น หนูน้อย ตื่นสิ ตื่น"
ร่างของเด็กสาวหยุดดิ้น โซฟิเทียผละมือมาลูบศีรษะเด็กสาวอย่างอ่อนโยน และยังคงพูดปลอบโยนเธออยู่ตลอด
"หนูจ๋า มันเป็นเพียงแค่ภาพความฝันเท่านั้น อย่าได้กลัวไปเลย ตื่นขึ้นมาเถอะ"
เปลือกตาบางๆของเด็กสาวเริ่มเปิดขึ้นทีละน้อย เผยให้เห็นแววตาที่หวาดหวั่นหวาดกลัว ตระหนกตกใจ เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งมองสำรวจไปรอบตัวเอง ยกมือกุมหน้าท้องราวกับสำรวจบาดแผลจากเจ้างูยักษ์ เมื่อเด็กสาวเงยหน้าขึ้นก็พบรอยยิ้มอันอบอุ่นต้อนรับ เธอจึงโผกอดโซฟิเทีย เธอโอบกอดเด็กสาวกลับพลางลูบหัวเป็นการปลอบประโลม
"ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก หนูน้อย เธอก็แค่ฝันไป" โซฟิเทียพูดขึ้น
"ค่ะ" เด็กสาวตอบ
โซฟิเทียค่อยๆคลายการกอด เด็กสาวหันมองไปรอบห้อง มันเป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ด้านหนึ่งของห้องมีประตูทางเข้า ถัดมาจากประตูก็มีโต๊ะเล็กๆที่เต็มไปด้วยเอกสารวางกองอยู่ เตียงนั้นอยู่ชิดกับผนังด้านตรงข้ามกับโต๊ะ มันประกอบขึ้นง่ายๆด้วยการวางลังไม้ขนาดย่อมหกใบต่อกันเป็นสองแถว แถวละสามใบและเอาที่นอนปูทับด้านบน ขนาดของมันใหญ่พอสำหรับผู้ใหญ่ 1 คนและเด็กอีก 1 คน ส่วนทางปลายเท้าของเธอก็มีตู้เสื้อผ้าขนาดย่อม และทางเดินไปยังส่วนที่เป็นห้องน้ำ หน้าต่างไม้เปิดกว้างอยู่ตรงหัวเตียงพอดี สายลมเย็นเอื่อยพัดโชยเข้ามาให้ความสดชื่นอยู่เสมอ
"เอ่อ... ที่นี่ที่ไหนหรือคะ" เด็กสาวเอ่ยถาม
"อ๋อ ที่นี่คือบ้านพักข้ารับใช้ในวังน่ะ"
"นะ... นะ... ในวังงั้นหรือคะ?" เด็กน้อยเอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึงเมื่อรู้ว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในบริเวณปราสาท
"ใช่จ๊ะ"
"ขะ... ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนูเอาไว้"
"ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว ฉันชื่อโซฟิเทียนะ หนูชื่ออะไรหรือ"
"เอลน่าค่ะ"
"เอลน่าหรือ ชื่อเพราะดีนะ คุณแม่เป็นคนตั้งให้หรือ"
"ค่ะ"
"ตอนนี้หนูพักผ่อนที่ห้องนี้ไปก่อนนะ ถ้าอยากอาบน้ำล่ะก็ตามสบายเลยนะ มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนอยู่ในตู้แล้ว เห็นหนูฟื้นแล้วแบบนี้ฉันก็หายห่วง รู้ไหม หนูสลบไปตั้งสามวันเต็มๆเชียวนะ"
"สะ... สามวันเชียวเหรอคะ" เด็กน้อยมีท่าทีร้อนรนขึ้นมาในทันใด
"ใช่จ๊ะ สามวัน"
"งั้นหนูขอกลับบ้านเลยได้ไหมคะ แม่ของหนูรออยู่ที่บ้าน หนูต้องไปดูแลแม่"
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกจ๊ะ ดูนั่นสิ" โซฟิเทียชี้นิ้วไปทางประตูห้องที่เปิดทิ้งไว้ ทหารสองคนช่วยประคองสตรีนางหนึ่งที่เดินกระปลดกระเปลี้ยมาตามทางเดิน
"คุณแม่..." เด็กสาวร้องขึ้นพลางกระโดดลงจากเตียงและวิ่งเข้าไปสวมกอดผู้เป็นมารดา หยดน้ำตารินไหลออกมาเป็นทางพลางส่งเสียงพูด "แม่จ๋า..."
ทหารทั้งสองพาสองแม่ลูกกลับมายังห้องพัก ประคองให้ผู้เป็นแม่นอนลงบนเตียง ส่วนเด็กสาวก็คุกเข่ากุมมือแม่เอาไว้บนเตียงไม่ยอมห่างไปไหน
"เราสืบเรื่องของเจ้ามาบ้างแล้ว และพบว่าแม่ของเจ้ากำลังป่วยอยู่ ไม่มีแรงทำงาน ค่ารักษาก็ไม่มี เจ้าจึงต้องคอยเที่ยวขโมยของกินเพื่อมาให้แม่ทานประทังชีวิต" โซฟิเทียเอ่ยขึ้น เธอเดินตรงไปยังเด็กสาว ลูบหัวเธอเบาๆ
"แต่ไม่ต้องห่วงนะ เอลน่า เราจะให้การรักษาพยาบาลแม่ของเจ้าเต็มที่"
เด็กสาวหันมามองโซฟิเทียด้วยดวงตาเป็นประกายบ่งบอกถึงความปีติยินดี "จริงหรือคะ"
"จริงแท้แน่นอน"
"ขะ... ขอบคุณค่ะ" แล้วเอลน่าหันกลับไปหาแม่ แม่จ๋า แม่จะหายป่วยแล้วนะ คุณโซฟิเทียเขาจะหาหมอมารักษาคุณแม่ให้"
"ขอบคุณนะคะ ทั้งเรื่องดิฉันและลูกสาว" ผู้เป็นแม่เอ่ย "ตะ... แต่... เราไม่มีเงินชดใช้ค่ารักษาให้คุณหรอกนะคะ"
"เรื่องนั้นก็อย่าได้กังวลไปเลย" โซฟิเทียเอ่ยตอบ "เราจะรับเจ้าทั้งคู่เป็นข้ารับใช้ส่วนตัว ช่วยดูแลทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆให้เราเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน เจ้าทั้งคู่เองจะได้มีงานทำ มีรายได้ และมีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง เจ้าจงพักผ่อนให้หายดีเสียก่อนค่อยมาช่วยงาน เรื่องงานนั้นข้าจะให้คนมาช่วยสอนเอลน่าให้เอง"
"ขอบคุณค่ะ"
"งั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าได้อยู่กันสองคนแม่ลูกเสียที เอลน่า พรุ่งนี้จะมีหัวหน้าข้ารับใช้มาช่วยสอนงานให้เจ้า ขอให้ตั้งใจเรียนนะ"
"ค่ะ"
โซฟิเทียเดินออกจากห้อง สั่งทหารสองคนให้ขนเอกสารทั้งหมดกลับไปยังห้องพักของเธอ และปล่อยให้สองแม่ลูกได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง...
...
"นึกไม่ถึงเลยนะว่าหัวหน้าหน่วยของเราที่ดูเข้มแข็ง ห้าวหาญกว่าผู้ชายบางคนจะใจดีกับเด็กๆแบบนั้น" ทหารในหน่วยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นในโรงอาหารขณะทานอาหารกลางวันกับเพื่อนทหารคนอื่นๆในหน่วยเดียวกัน
"นั่นสิ"
"ถึงท่าทางการแสดงออกของหัวหน้าจะดูเหมือนผู้ชายขนาดไหน แต่จิตใจก็ยังคงเป็นผู้หญิงอยู่เสมอนั่นแหละ"
"อืม"
"และนั่นก็เป็นข้อดีของหัวหน้าหน่วย จริงมั้ย... เพราะจิตใจที่เหมือนผู้หญิงนี่แหละที่ทำให้เราทุกคนซาบซึ้ง เพราะหัวหน้าหน่วยจะคอยห่วงใยพวกเราอยู่ตลอดเวลา"
"ใช่แล้ว"
"เออ... แต่ข้าเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหัวหน้าหน่วยมา บังเอิญข้าเดินผ่านห้องพักของหัวหน้าหน่วยอื่นๆ และได้ยินเรื่องที่เขากำลังพูดคุยกันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหัวหน้าหน่วยของเรา"
"เรื่องอะไร พวกนั้นพูดอะไรเกี่ยวกับหัวหน้าของเรา"
"พวกเจ้าได้ยินเรื่องที่ข้าจะเล่าต่อจากนี้ก็อย่าปักใจเชื่อนะ ข้าฟังครั้งแรกก็ไม่เคยนึกเชื่อและคิดว่ามันเป็นเรื่องบ่อนทำลายชื่อเสียงของหัวหน้าของพวกเรามากกว่า"
"อืม เล่ามาซะทีสิ"
"คือ ข้าได้ยินมาว่า... สาเหตุที่หัวหน้าหน่วยของเราให้ความช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ชื่อเอลน่านี่อย่างเต็มกำลังก็เพราะเมื่อก่อนหัวหน้าหน่วยของเราเคย... อุ๊บ... อู้อี้ๆ..." นายทหารรายนั้นจะพูดต่อแต่กลับถูกเพื่อนนายทหารด้วยกันใช้มือปิดปากไว้ เพราะเห็นโซฟิเทียเดินเข้ามาในโรงอาหาร ทหารทั้งหมดยืนตรง ชิดเท้าแสดงความเคารพโซฟิเทีย
"ให้ข้าร่วมวงด้วยคนได้ไหม" เธอเอ่ยขึ้น
"ได้ครับ" แล้วทหารสองนายด้านหน้าเธอก็เปิดทางให้โซฟิเทียนั่งลงที่โต๊ะ รอจนโซฟิเทียนั่งเรียบร้อยแล้วทหารทั้งหมดจึงนั่งลงตามเดิม
"เมื่อครู่เห็นพวกเจ้าพูดคุยอะไรกันอยู่รึ"
"ก็แค่คุยกันถึงเรื่องพฤติกรรมตลกๆของแต่ละคนน่ะครับ" นายทหารคนที่เอามืออุดปากเพื่อนไว้เอ่ยตอบคำถามของหัวหน้าหน่วย...
"แล้วนั่นเจ้าเอามือปิดปากอัลเบอโต้ทำไม"
"คือ... อัลเบอโต้เขากำลังจะเล่าพฤติกรรมตลกๆของผม ก็เลย..."
"งั้นเหรอ ที่จริงข้าก็ไม่อยากจะขัดช่วงเวลาพักของพวกเจ้าหรอกนะ แต่เมื่อครู่มีคำสั่งลงมาให้พวกเราเตรียมตัวเข้าเฝ้าองค์ราชินีในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงมีภารกิจบางอย่างให้พวกเราทำ"
"ครับ"
"เอาล่ะ งั้น... อัลเบอโต้ เจ้าเล่าเรื่องตลกๆของคาลต่อสิ คาล เลิกปิดปากอัลเบอโต้ได้แล้ว"
คาลยิ้มแหยๆ เอามือออกจากปากของอัลเบอโต้ที่กำลังอึกอักหาเรื่องตลกๆของคาลมาเล่าให้หัวหน้าหน่วยของพวกเขาได้ฟัง...
เธอเหลียวกลับไปมองด้านหลังแว่บหนึ่งขณะกำลังวิ่งอยู่ เหล่างูพิษจำนวนมากยังคงไล่ล่าตัวเธออยู่อย่างไม่ลดละ แต่ละตัวมีเกล็ดสีดำเงาราวก้อนนิล ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับทับทิม ลิ้นสองแฉกของมันถูกตวัดเข้าออกปากอย่างรวดเร็วเพื่อจับกลิ่นของเด็กสาวและนำทางพวกมันไปหาเธอได้อย่างแม่นยำ
เด็กสาวหันหน้ากลับมาหมายจะออกแรงวิ่งให้มากขึ้น แต่เธอกลับสะดุดรากไม้ที่โผล่ยื่นออกมาเหนือพื้นดินเข้าอย่างจัง ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทันทีทันใดที่เธอล้ม หัวเข่าของเธอถลอกเป็นแผลใหญ่ เท้าทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยแผลที่ถูกเศษหินคมๆบาด เธอพยายามตะเกียกตะกายยันตัวเองขึ้น แต่เหล่าอสรพิษกลับถึงตัวเธอเสียก่อน พวกมันต่างใช้ตัวเองพันรอบแขนขาของเด็กสาวและตรึงให้เธออยู่กับที่ราวกับเป็นเส้นเชือก
เธอพยายามใช้มือปัดพวกมันออกไป แต่ก็โดนกัดตอบกลับมา บริเวณที่โดนกัดกลับกลายเป็นอัมพาตไม่มีเรี่ยวแรงในทันใด พอเธอตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ก็มีงูตัวหนึ่งมุดเข้าไปในปากของเธอและคาอยู่ครึ่งตัว ส่วนหัวของมันเข้าไปในลำคอ ส่วนหางที่ขยับไปมายังอยู่ภายนอกปาก เด็กสาวพยายามที่จะขยับปากเพื่องับมัน แต่ขนาดตัวของเจ้างูนั้นกลับมีขนาดใหญ่เสียจนเธอไม่มีแรงที่จะงับมันได้ ยิ่งพยายามดิ้นรนขัดขืน พันธนาการก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น งูในปากของเธอก็ยิ่งมุดเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ
สุดปลางทางที่เด็กสาววิ่งผ่านมา งูขนาดยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ รูปร่างไม่แตกต่างไปจากบรรดางูที่พันรอบกายเธอ มีเพียงขนาดที่ใหญ่โตกว่าประมาณ 20 เท่า มันเลื้อยเข้ามาหยุดอยู่ที่ปลายเท้าเด็กสาว จ้องมองเธอด้วยดวงตาทับทิมก้อนโต เด็กสาวเหมือนมีแรงดึงดูดให้จ้องมองเข้าไปในดวงตาทับทิมคู่นั้น ความรู้สึกต่างๆเริ่มเลือนหายไป เธอเริ่มเข้าสู่ภวังค์ แต่จู่ๆก็ต้องสะดุ้งเฮือกด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่ช่องท้อง
...งูยักษ์ตัวนั้นกัดเธอเข้าที่ช่องท้อง...
มันขย้ำเนื้อส่วนหนึ่งออก คายทิ้ง แล้วมันก็เริ่มมุดเข้าไปยังบาดแผลตรงช่องท้องของเธอ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความทรมานอย่างแสนสาหัส ยิ่งเจ้างูยักษ์ขยับตัวลึกลงไปมากเท่าไร ความเจ็บปวดยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เด็กสาวกรีดร้องอย่างโหยหวน...
เสียงร้องของเด็กสาวทำให้โซฟิเทียที่นั่งอ่านเอกสารกองพะเนินอยู่ที่โต๊ะทำงานตรงข้ามกับเตียงต้องหันกลับมามอง เธอผละจากกองเอกสารเหล่านั้น เดินตรงมาที่เตียง ร่างของเด็กสาวดิ้นทุรนทุราย เปลือกตาของเธอยังคงปิดสนิดแต่ใบหน้ากลับบิดเบี้ยง เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด หวาดกลัว เด็กสาวยังคงกรีดร้องออกมาเป็นระยะๆ โซฟิเทียจึงหย่อนตัวลงบนเตียง ออกแรงขืนตัวเด็กสาวไม่ให้ดิ้นพลางเขย่าตัวเบาๆ และส่งเสียงร้องเรียก
"หนู เฮ้ หนู ตื่นสิ ไม่มีอะไรหรอก มันแค่ฝันเท่านั้น หนูน้อย ตื่นสิ ตื่น"
ร่างของเด็กสาวหยุดดิ้น โซฟิเทียผละมือมาลูบศีรษะเด็กสาวอย่างอ่อนโยน และยังคงพูดปลอบโยนเธออยู่ตลอด
"หนูจ๋า มันเป็นเพียงแค่ภาพความฝันเท่านั้น อย่าได้กลัวไปเลย ตื่นขึ้นมาเถอะ"
เปลือกตาบางๆของเด็กสาวเริ่มเปิดขึ้นทีละน้อย เผยให้เห็นแววตาที่หวาดหวั่นหวาดกลัว ตระหนกตกใจ เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งมองสำรวจไปรอบตัวเอง ยกมือกุมหน้าท้องราวกับสำรวจบาดแผลจากเจ้างูยักษ์ เมื่อเด็กสาวเงยหน้าขึ้นก็พบรอยยิ้มอันอบอุ่นต้อนรับ เธอจึงโผกอดโซฟิเทีย เธอโอบกอดเด็กสาวกลับพลางลูบหัวเป็นการปลอบประโลม
"ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก หนูน้อย เธอก็แค่ฝันไป" โซฟิเทียพูดขึ้น
"ค่ะ" เด็กสาวตอบ
โซฟิเทียค่อยๆคลายการกอด เด็กสาวหันมองไปรอบห้อง มันเป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ด้านหนึ่งของห้องมีประตูทางเข้า ถัดมาจากประตูก็มีโต๊ะเล็กๆที่เต็มไปด้วยเอกสารวางกองอยู่ เตียงนั้นอยู่ชิดกับผนังด้านตรงข้ามกับโต๊ะ มันประกอบขึ้นง่ายๆด้วยการวางลังไม้ขนาดย่อมหกใบต่อกันเป็นสองแถว แถวละสามใบและเอาที่นอนปูทับด้านบน ขนาดของมันใหญ่พอสำหรับผู้ใหญ่ 1 คนและเด็กอีก 1 คน ส่วนทางปลายเท้าของเธอก็มีตู้เสื้อผ้าขนาดย่อม และทางเดินไปยังส่วนที่เป็นห้องน้ำ หน้าต่างไม้เปิดกว้างอยู่ตรงหัวเตียงพอดี สายลมเย็นเอื่อยพัดโชยเข้ามาให้ความสดชื่นอยู่เสมอ
"เอ่อ... ที่นี่ที่ไหนหรือคะ" เด็กสาวเอ่ยถาม
"อ๋อ ที่นี่คือบ้านพักข้ารับใช้ในวังน่ะ"
"นะ... นะ... ในวังงั้นหรือคะ?" เด็กน้อยเอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึงเมื่อรู้ว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในบริเวณปราสาท
"ใช่จ๊ะ"
"ขะ... ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนูเอาไว้"
"ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว ฉันชื่อโซฟิเทียนะ หนูชื่ออะไรหรือ"
"เอลน่าค่ะ"
"เอลน่าหรือ ชื่อเพราะดีนะ คุณแม่เป็นคนตั้งให้หรือ"
"ค่ะ"
"ตอนนี้หนูพักผ่อนที่ห้องนี้ไปก่อนนะ ถ้าอยากอาบน้ำล่ะก็ตามสบายเลยนะ มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนอยู่ในตู้แล้ว เห็นหนูฟื้นแล้วแบบนี้ฉันก็หายห่วง รู้ไหม หนูสลบไปตั้งสามวันเต็มๆเชียวนะ"
"สะ... สามวันเชียวเหรอคะ" เด็กน้อยมีท่าทีร้อนรนขึ้นมาในทันใด
"ใช่จ๊ะ สามวัน"
"งั้นหนูขอกลับบ้านเลยได้ไหมคะ แม่ของหนูรออยู่ที่บ้าน หนูต้องไปดูแลแม่"
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกจ๊ะ ดูนั่นสิ" โซฟิเทียชี้นิ้วไปทางประตูห้องที่เปิดทิ้งไว้ ทหารสองคนช่วยประคองสตรีนางหนึ่งที่เดินกระปลดกระเปลี้ยมาตามทางเดิน
"คุณแม่..." เด็กสาวร้องขึ้นพลางกระโดดลงจากเตียงและวิ่งเข้าไปสวมกอดผู้เป็นมารดา หยดน้ำตารินไหลออกมาเป็นทางพลางส่งเสียงพูด "แม่จ๋า..."
ทหารทั้งสองพาสองแม่ลูกกลับมายังห้องพัก ประคองให้ผู้เป็นแม่นอนลงบนเตียง ส่วนเด็กสาวก็คุกเข่ากุมมือแม่เอาไว้บนเตียงไม่ยอมห่างไปไหน
"เราสืบเรื่องของเจ้ามาบ้างแล้ว และพบว่าแม่ของเจ้ากำลังป่วยอยู่ ไม่มีแรงทำงาน ค่ารักษาก็ไม่มี เจ้าจึงต้องคอยเที่ยวขโมยของกินเพื่อมาให้แม่ทานประทังชีวิต" โซฟิเทียเอ่ยขึ้น เธอเดินตรงไปยังเด็กสาว ลูบหัวเธอเบาๆ
"แต่ไม่ต้องห่วงนะ เอลน่า เราจะให้การรักษาพยาบาลแม่ของเจ้าเต็มที่"
เด็กสาวหันมามองโซฟิเทียด้วยดวงตาเป็นประกายบ่งบอกถึงความปีติยินดี "จริงหรือคะ"
"จริงแท้แน่นอน"
"ขะ... ขอบคุณค่ะ" แล้วเอลน่าหันกลับไปหาแม่ แม่จ๋า แม่จะหายป่วยแล้วนะ คุณโซฟิเทียเขาจะหาหมอมารักษาคุณแม่ให้"
"ขอบคุณนะคะ ทั้งเรื่องดิฉันและลูกสาว" ผู้เป็นแม่เอ่ย "ตะ... แต่... เราไม่มีเงินชดใช้ค่ารักษาให้คุณหรอกนะคะ"
"เรื่องนั้นก็อย่าได้กังวลไปเลย" โซฟิเทียเอ่ยตอบ "เราจะรับเจ้าทั้งคู่เป็นข้ารับใช้ส่วนตัว ช่วยดูแลทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆให้เราเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน เจ้าทั้งคู่เองจะได้มีงานทำ มีรายได้ และมีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง เจ้าจงพักผ่อนให้หายดีเสียก่อนค่อยมาช่วยงาน เรื่องงานนั้นข้าจะให้คนมาช่วยสอนเอลน่าให้เอง"
"ขอบคุณค่ะ"
"งั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าได้อยู่กันสองคนแม่ลูกเสียที เอลน่า พรุ่งนี้จะมีหัวหน้าข้ารับใช้มาช่วยสอนงานให้เจ้า ขอให้ตั้งใจเรียนนะ"
"ค่ะ"
โซฟิเทียเดินออกจากห้อง สั่งทหารสองคนให้ขนเอกสารทั้งหมดกลับไปยังห้องพักของเธอ และปล่อยให้สองแม่ลูกได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง...
...
"นึกไม่ถึงเลยนะว่าหัวหน้าหน่วยของเราที่ดูเข้มแข็ง ห้าวหาญกว่าผู้ชายบางคนจะใจดีกับเด็กๆแบบนั้น" ทหารในหน่วยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นในโรงอาหารขณะทานอาหารกลางวันกับเพื่อนทหารคนอื่นๆในหน่วยเดียวกัน
"นั่นสิ"
"ถึงท่าทางการแสดงออกของหัวหน้าจะดูเหมือนผู้ชายขนาดไหน แต่จิตใจก็ยังคงเป็นผู้หญิงอยู่เสมอนั่นแหละ"
"อืม"
"และนั่นก็เป็นข้อดีของหัวหน้าหน่วย จริงมั้ย... เพราะจิตใจที่เหมือนผู้หญิงนี่แหละที่ทำให้เราทุกคนซาบซึ้ง เพราะหัวหน้าหน่วยจะคอยห่วงใยพวกเราอยู่ตลอดเวลา"
"ใช่แล้ว"
"เออ... แต่ข้าเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหัวหน้าหน่วยมา บังเอิญข้าเดินผ่านห้องพักของหัวหน้าหน่วยอื่นๆ และได้ยินเรื่องที่เขากำลังพูดคุยกันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหัวหน้าหน่วยของเรา"
"เรื่องอะไร พวกนั้นพูดอะไรเกี่ยวกับหัวหน้าของเรา"
"พวกเจ้าได้ยินเรื่องที่ข้าจะเล่าต่อจากนี้ก็อย่าปักใจเชื่อนะ ข้าฟังครั้งแรกก็ไม่เคยนึกเชื่อและคิดว่ามันเป็นเรื่องบ่อนทำลายชื่อเสียงของหัวหน้าของพวกเรามากกว่า"
"อืม เล่ามาซะทีสิ"
"คือ ข้าได้ยินมาว่า... สาเหตุที่หัวหน้าหน่วยของเราให้ความช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ชื่อเอลน่านี่อย่างเต็มกำลังก็เพราะเมื่อก่อนหัวหน้าหน่วยของเราเคย... อุ๊บ... อู้อี้ๆ..." นายทหารรายนั้นจะพูดต่อแต่กลับถูกเพื่อนนายทหารด้วยกันใช้มือปิดปากไว้ เพราะเห็นโซฟิเทียเดินเข้ามาในโรงอาหาร ทหารทั้งหมดยืนตรง ชิดเท้าแสดงความเคารพโซฟิเทีย
"ให้ข้าร่วมวงด้วยคนได้ไหม" เธอเอ่ยขึ้น
"ได้ครับ" แล้วทหารสองนายด้านหน้าเธอก็เปิดทางให้โซฟิเทียนั่งลงที่โต๊ะ รอจนโซฟิเทียนั่งเรียบร้อยแล้วทหารทั้งหมดจึงนั่งลงตามเดิม
"เมื่อครู่เห็นพวกเจ้าพูดคุยอะไรกันอยู่รึ"
"ก็แค่คุยกันถึงเรื่องพฤติกรรมตลกๆของแต่ละคนน่ะครับ" นายทหารคนที่เอามืออุดปากเพื่อนไว้เอ่ยตอบคำถามของหัวหน้าหน่วย...
"แล้วนั่นเจ้าเอามือปิดปากอัลเบอโต้ทำไม"
"คือ... อัลเบอโต้เขากำลังจะเล่าพฤติกรรมตลกๆของผม ก็เลย..."
"งั้นเหรอ ที่จริงข้าก็ไม่อยากจะขัดช่วงเวลาพักของพวกเจ้าหรอกนะ แต่เมื่อครู่มีคำสั่งลงมาให้พวกเราเตรียมตัวเข้าเฝ้าองค์ราชินีในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงมีภารกิจบางอย่างให้พวกเราทำ"
"ครับ"
"เอาล่ะ งั้น... อัลเบอโต้ เจ้าเล่าเรื่องตลกๆของคาลต่อสิ คาล เลิกปิดปากอัลเบอโต้ได้แล้ว"
คาลยิ้มแหยๆ เอามือออกจากปากของอัลเบอโต้ที่กำลังอึกอักหาเรื่องตลกๆของคาลมาเล่าให้หัวหน้าหน่วยของพวกเขาได้ฟัง...